สรุปคำตอบสั้น ๆ
A-Level อังกฤษ (A-Level 82) มี 80 ข้อ 100 คะแนน จึงตกข้อละ 1.25 คะแนน เท่ากันทุกพาร์ต ทั้งฟัง–พูด อ่าน และเขียน วิธีคิดคะแนนคือ จำนวนข้อที่ตอบถูก × 1.25 เช่น ถูก 56 ข้อ = 70.00 คะแนน จำง่าย ๆ ว่า ถูกเพิ่ม 4 ข้อ = 5 คะแนน และมีเวลาทำทั้งฉบับ 90 นาที
ประเด็นสำคัญ
- A-Level 82 ภาษาอังกฤษ มี 80 ข้อ คะแนนเต็ม 100 คะแนน เวลา 90 นาที เป็นปรนัย 4 ตัวเลือก
- ทุกข้อมีค่าเท่ากันที่ 1.25 คะแนน ไม่ว่าจะอยู่ Part I ฟัง–พูด, Part II อ่าน หรือ Part III เขียน
- สูตรคิดคะแนน = จำนวนข้อที่ถูก × 1.25 หรือจำสั้น ๆ ว่า ถูก 4 ข้อ = 5 คะแนน
- อยากได้ 70 คะแนน ต้องถูก 56 ข้อ (พลาดได้ 24 ข้อ) อยากได้ 80 คะแนน ต้องถูก 64 ข้อ
- Reading 40 ข้อ คุมคะแนนครึ่งหนึ่ง (50 คะแนน) จึงควรได้เวลามากที่สุด คือราว 55 จาก 90 นาที
- ข้อที่ไม่ฝนคำตอบได้ 0 คะแนนแน่นอน เหลือ 10 ข้อไม่ได้ตอบ = เสีย 12.5 คะแนนฟรี
🎯 อยากอัปคะแนน TGAT + A-Level ENG ให้ถึง 80–90+? ดูคอร์สอังกฤษ TCAS + ตะลุยโจทย์ 5,990 บาท หรือ ทัก LINE @englishnirin
A-Level อังกฤษ มีกี่ข้อ และข้อละกี่คะแนน
A-Level 82 ภาษาอังกฤษ มี 80 ข้อ คะแนนเต็ม 100 คะแนน เท่ากับ ข้อละ 1.25 คะแนน พอดี (100 ÷ 80 = 1.25) เป็นข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก ใช้เวลาสอบ 90 นาที ตามผังการสร้างข้อสอบของ ทปอ. ที่ประกาศไว้บน mytcas.com
ตัวเลข 1.25 ดูเล็ก แต่มันเปลี่ยนวิธีวางแผนทั้งสนามสอบ เพราะมันแปลว่า
- ข้อที่ยากที่สุดกับข้อที่ง่ายที่สุด ให้คะแนนเท่ากันเป๊ะ
- ข้อใน Reading กับข้อใน Writing ก็ได้ 1.25 คะแนนเท่ากัน ไม่มีข้อไหนมีน้ำหนักพิเศษ
- ทำถูกเพิ่ม 4 ข้อ = ได้เพิ่ม 5 คะแนน (1.25 × 4 = 5) เป็นวิธีจำที่เร็วที่สุด
ถ้ายังไม่เคยเห็นภาพรวมของข้อสอบตัวนี้มาก่อน อ่าน สรุป A-LEVEL ENG คืออะไร ออกอะไรบ้าง ควบคู่ไปด้วยจะเห็นภาพเร็วขึ้น
ตารางสรุปโครงสร้าง A-Level 82 ภาษาอังกฤษ ทุกพาร์ต
ข้อสอบแบ่งเป็น 3 พาร์ตใหญ่ สัดส่วนคือ 20 / 40 / 20 ข้อ และคะแนน 25 / 50 / 25 คะแนน ตามลำดับ เมื่อหารออกมาต่อข้อ จะได้ 1.25 คะแนนเท่ากันทั้งสามพาร์ต
| พาร์ต | จำนวนข้อ | คะแนนรวม | คะแนนต่อข้อ | สัดส่วนคะแนน |
|---|---|---|---|---|
| Part I ทักษะการฟังและการพูด (Listening and Speaking) | 20 ข้อ | 25 คะแนน | 1.25 | 25% |
| Part II ทักษะการอ่าน (Reading) | 40 ข้อ | 50 คะแนน | 1.25 | 50% |
| Part III ทักษะการเขียน (Writing) | 20 ข้อ | 25 คะแนน | 1.25 | 25% |
| รวม | 80 ข้อ | 100 คะแนน | 1.25 | 100% |
ภายในแต่ละพาร์ตยังแบ่งย่อยอีก ตามผังการสร้างข้อสอบระบุไว้ว่า
- Part I (20 ข้อ) — เติมบทสนทนาสั้น 3 บทสนทนา และบทสนทนายาว 1 บทสนทนา
- Part II (40 ข้อ) — โฆษณา 2 ชุด, รีวิวสินค้า/บริการ 1 ชุด, ข่าว 1 ชุด, ข้อมูลภาพ เช่น กราฟ ตาราง แผนภูมิ 2 ชุด และบทความทั่วไปความยาวประมาณ 500–600 คำ อีก 2 บทความ
- Part III (20 ข้อ) — เติมข้อความในบทความ (text completion) 3 ชุด และเรียงประโยคให้เป็นย่อหน้าสมบูรณ์ (paragraph organization) 5 ย่อหน้า
ทปอ. ระบุไว้ว่าผังนี้เป็นแนวทางสำหรับเตรียมตัวสอบ จำนวนชุดย่อยในปีสอบจริงจึงอาจขยับได้เล็กน้อย แต่กรอบ 80 ข้อ 100 คะแนน 90 นาที คือสิ่งที่ใช้วางแผนได้
ทำไมทุกพาร์ต “ข้อละ 1.25 คะแนน” เท่ากันหมด
คำตอบสั้น ๆ คือ พาร์ตที่มีคะแนนเยอะกว่า มันเยอะกว่าเพราะ “มีข้อเยอะกว่า” ไม่ใช่เพราะข้อมันมีค่าแพงกว่า
นี่คือจุดที่เข้าใจผิดกันบ่อยที่สุด หลายคนเห็นว่า Reading มี 50 คะแนน ก็คิดว่า 1 ข้อของ Reading ต้องมีค่ามากกว่า 1 ข้อของ Writing แล้ววางแผนอ่านโดยทิ้ง Writing ไปเลย ลองคิดตามจริง ๆ
- Reading: 50 คะแนน ÷ 40 ข้อ = 1.25 คะแนนต่อข้อ
- Listening–Speaking: 25 คะแนน ÷ 20 ข้อ = 1.25 คะแนนต่อข้อ
- Writing: 25 คะแนน ÷ 20 ข้อ = 1.25 คะแนนต่อข้อ
เท่ากันทั้งหมด แปลว่าถ้าเก็บ Part III ซึ่งเป็นพาร์ตที่ “ฝึกแล้วขึ้นเร็ว” ได้เพิ่ม 8 ข้อ ก็ได้ 10 คะแนนเท่ากับการเก็บ Reading เพิ่ม 8 ข้อ ทั้งที่ Reading ใช้เวลาต่อข้อมากกว่าหลายเท่า
สิ่งที่ Reading “ใหญ่กว่า” จริง ๆ คือ ความเสี่ยง เพราะมันกินคะแนนครึ่งหนึ่งของข้อสอบ ถ้าอ่านไม่ทันพาร์ตนี้พาร์ตเดียว คะแนนหายได้ถึง 50 คะแนน นั่นคือเหตุผลที่ Reading ควรได้เวลามากที่สุด ไม่ใช่เพราะข้อมันมีค่าแพงกว่า
A-Level อังกฤษ คิดคะแนนยังไง สูตรและตัวอย่างคำนวณ
สูตรคิดคะแนน A-Level อังกฤษ คือ คะแนนที่ได้ = จำนวนข้อที่ตอบถูก × 1.25 ไม่ต้องคิดแยกพาร์ต เพราะทุกข้อมีมูลค่าเท่ากัน
ตัวอย่างคำนวณ 3 เคส
- ถูก 40 ข้อ → 40 × 1.25 = 50.00 คะแนน (ครึ่งหนึ่งพอดี)
- ถูก 56 ข้อ → 56 × 1.25 = 70.00 คะแนน
- ถูก 67 ข้อ → 67 × 1.25 = 83.75 คะแนน
ถ้าไม่อยากคูณเลขในหัวตอนซ้อมเสร็จ ใช้วิธีลัดนี้ได้เลย: ถูก 4 ข้อ = 5 คะแนน ฉะนั้นถูก 40 ข้อ คือ 10 ก้อน (40 ÷ 4) เท่ากับ 50 คะแนน และถ้าจำนวนข้อที่ถูกไม่ลงตัวด้วย 4 ให้คิดก้อนใหญ่ก่อนแล้วบวกเศษข้อละ 1.25
อีกทางคือคิดกลับทาง: ดู “จำนวนข้อที่พลาด” แล้วเอา 100 ลบด้วย จำนวนข้อที่พลาด × 1.25 เช่น พลาด 12 ข้อ → 100 − 15 = 85 คะแนน วิธีนี้เร็วกว่าเวลาทำชุดซ้อมแล้วผิดไม่กี่ข้อ
ตารางแปลง “ถูกกี่ข้อ = ได้กี่คะแนน” (A-Level อังกฤษ 80 ข้อ)
ตารางนี้ใช้ตอนตรวจชุดซ้อมได้ทันที ทุกช่วง 4 ข้อ คะแนนจะขยับ 5 คะแนนพอดี
| ตอบถูก (ข้อ) | คะแนนที่ได้ (เต็ม 100) | ตอบผิด/ไม่ตอบ (ข้อ) |
|---|---|---|
| 80 | 100 | 0 |
| 76 | 95 | 4 |
| 72 | 90 | 8 |
| 68 | 85 | 12 |
| 64 | 80 | 16 |
| 60 | 75 | 20 |
| 56 | 70 | 24 |
| 52 | 65 | 28 |
| 48 | 60 | 32 |
| 44 | 55 | 36 |
| 40 | 50 | 40 |
| 36 | 45 | 44 |
| 32 | 40 | 48 |
| 28 | 35 | 52 |
| 24 | 30 | 56 |
| 20 | 25 | 60 |
ถ้าจำนวนข้อที่ถูกอยู่ระหว่างแถว ให้บวกทีละ 1.25 ต่อข้อ เช่น 62 ข้อ อยู่ระหว่าง 60 (75 คะแนน) กับ 64 (80 คะแนน) → 75 + (2 × 1.25) = 77.50 คะแนน
อยากได้ 60 / 70 / 80 คะแนน ต้องทำถูกกี่ข้อ
คิดย้อนกลับด้วยสูตร จำนวนข้อที่ต้องถูก = คะแนนเป้าหมาย ÷ 1.25 เช่น อยากได้ 70 คะแนน ต้องถูก 70 ÷ 1.25 = 56 ข้อ แปลว่ายังมีสิทธิ์พลาดได้ถึง 24 ข้อ
| คะแนนเป้าหมาย | ต้องตอบถูก | พลาดได้ไม่เกิน | คิดเป็นความแม่น |
|---|---|---|---|
| 50 คะแนน | 40 ข้อ | 40 ข้อ | 50% |
| 60 คะแนน | 48 ข้อ | 32 ข้อ | 60% |
| 65 คะแนน | 52 ข้อ | 28 ข้อ | 65% |
| 70 คะแนน | 56 ข้อ | 24 ข้อ | 70% |
| 75 คะแนน | 60 ข้อ | 20 ข้อ | 75% |
| 80 คะแนน | 64 ข้อ | 16 ข้อ | 80% |
| 85 คะแนน | 68 ข้อ | 12 ข้อ | 85% |
| 90 คะแนน | 72 ข้อ | 8 ข้อ | 90% |
อ่านตารางนี้แล้วหลายคนใจชื้นขึ้น เพราะเป้า 70 คะแนนไม่ได้แปลว่าต้อง “เก่งเกือบเพอร์เฟกต์” แต่แปลว่าต้องถูก 7 ใน 10 ข้อ ซึ่งทำได้ด้วยการเก็บพาร์ตที่คุมได้ก่อน แล้วค่อยไปลุ้นข้อยาก
วิธีตั้งเป้าที่ใช้ได้จริงคือแตกเป้าเป็นรายพาร์ต เช่น เป้า 70 คะแนน (56 ข้อ) อาจวางเป็น Part I 15 ข้อ + Part II 26 ข้อ + Part III 15 ข้อ = 56 ข้อพอดี ซึ่งอ่านแล้วรู้เลยว่าต้องไปซ้อมตรงไหน ต่างจากการตั้งเป้าลอย ๆ ว่า “ขอ 70”
ข้อละ 1.25 คะแนน แปลว่าควรแบ่งเวลา 90 นาที ยังไง
เวลา 90 นาที กับ 80 ข้อ เฉลี่ยแล้วได้ ข้อละประมาณ 1 นาที 7 วินาที แต่ห้ามแบ่งเท่ากันจริง ๆ เพราะข้อใน Reading ต้องอ่าน passage ยาว 500–600 คำ ส่วนข้อใน Part I เป็นบทสนทนาสั้นที่ตัดสินใจได้ใน 30–40 วินาที
| ช่วง | จำนวนข้อ | คะแนนที่แขวนอยู่ | เวลาที่แนะนำ | เฉลี่ยต่อข้อ |
|---|---|---|---|---|
| Part I ฟัง–พูด | 20 ข้อ | 25 คะแนน | 15 นาที | ~45 วินาที |
| Part II อ่าน | 40 ข้อ | 50 คะแนน | 55 นาที | ~1 นาที 22 วินาที |
| Part III เขียน | 20 ข้อ | 25 คะแนน | 18 นาที | ~54 วินาที |
| กันไว้ฝนคำตอบ/ตรวจทาน | — | — | 2 นาที | — |
เหตุผลที่ต้องกัน 2 นาทีสุดท้ายไว้: ข้อที่ยังไม่ได้เลือกคำตอบ มีค่า 0 คะแนนแน่นอน แต่ข้อที่เดาในข้อสอบ 4 ตัวเลือก ยังมีโอกาสได้ 1.25 คะแนน ถ้าเหลือ 10 ข้อที่ไม่ได้ตอบ นั่นคือ 12.5 คะแนนที่หายไปโดยไม่ได้สู้เลย
เทคนิคที่ใช้ได้เลยคือ ตั้ง “เวลาตัดใจ” ต่อข้อไว้ที่ประมาณ 2 นาที ถ้าเกินนั้นให้เลือกตัวเลือกที่เป็นไปได้ที่สุด ทำเครื่องหมายไว้ แล้วเดินหน้าต่อ เพราะการค้างอยู่กับข้อเดียว 5 นาที มีมูลค่า 1.25 คะแนน แต่ทำให้เสียโอกาสอีก 4 ข้อ ซึ่งเท่ากับ 5 คะแนน
จุดที่นักเรียนคิดคะแนน A-Level อังกฤษ ผิดบ่อย
จากที่เจอบ่อยเวลาสอนและตรวจชุดซ้อม มี 4 จุดที่ทำให้ประเมินตัวเองผิด
- คิดว่า 1 ข้อ = 1 คะแนน — พอทำชุดซ้อมได้ 55 ข้อ เลยเข้าใจว่าได้ 55 คะแนน ทั้งที่จริงคือ 68.75 คะแนน กลับกัน บางคนเห็นตัวเองผิด 20 ข้อแล้วตกใจ ทั้งที่ยังได้ 75 คะแนน
- คิดว่าต้องทำ Reading ให้ได้เกือบหมดถึงจะรอด — จริง ๆ Reading เต็ม 50 คะแนน ต่อให้ได้แค่ครึ่ง (20 ข้อ = 25 คะแนน) ถ้าเก็บ Part I กับ Part III ได้ดี ๆ ก็ยังแตะ 70 ได้
- ซ้อมโดยไม่จับเวลา — ทำชุดซ้อมแบบไม่จำกัดเวลาได้ 65 ข้อ แต่พอจับเวลา 90 นาทีจริง ทำไม่ทัน 12 ข้อ คะแนนต่างกัน 15 คะแนนทันที
- เว้นข้อที่ไม่แน่ใจไว้ก่อนแล้วลืมกลับมา — ข้อว่างคือ 0 คะแนน ไม่มีข้อยกเว้น
สองข้อแรกแก้ได้ด้วยการจำเลข 1.25 ให้ขึ้นใจ ส่วนสองข้อหลังแก้ได้ด้วยการซ้อมทั้งชุดแบบจับเวลาเท่านั้น ลองเอา แนวโจทย์ A-Level อังกฤษ ทุกพาร์ตพร้อมเฉลยละเอียด ไปจับเวลาทำดู แล้วแปลงคะแนนด้วยตารางด้านบน
โจทย์ตัวอย่างทีละพาร์ต — ทุกข้อให้ 1.25 คะแนนเท่ากัน
โจทย์ด้านล่างเป็นโจทย์ตัวอย่างที่แต่งขึ้นตามรูปแบบข้อสอบ ไม่ใช่ข้อสอบจริง จุดประสงค์คือให้เห็นว่าข้อที่ใช้เวลาต่างกันมาก กลับให้คะแนนเท่ากัน
ตัวอย่าง Part I — เติมบทสนทนาสั้น (1.25 คะแนน)
A: I’m afraid I won’t be able to join the group meeting tomorrow.
B: ______________
- That’s the spirit.
- No worries — I’ll send you the notes afterwards.
- You’re welcome anytime.
- Congratulations on the meeting.
เฉลย: ข้อ 2 — A กำลังบอกว่ามาไม่ได้ ซึ่งเป็นการ “ขอตัว” คำตอบที่เข้ากันคือการรับทราบแล้วเสนอความช่วยเหลือ ข้อ 1 ใช้ให้กำลังใจคนที่กำลังพยายาม ข้อ 3 ใช้ตอบคำขอบคุณ ข้อ 4 ใช้แสดงความยินดี ทั้งสามข้อไม่ตอบสิ่งที่ A เพิ่งพูด ข้อแบบนี้ใช้เวลาไม่ถึง 40 วินาที แต่ได้ 1.25 คะแนนเท่ากับข้อ Reading ที่ต้องอ่าน 600 คำ
ตัวอย่าง Part III — เรียงประโยคเป็นย่อหน้า (1.25 คะแนน)
จงเรียงประโยคต่อไปนี้ให้เป็นย่อหน้าที่สมบูรณ์
- As a result, many of them now finish their reading tasks far more quickly.
- Students often struggle to find the main idea of a long passage.
- To solve this, teachers encourage them to read the first and last sentence of each paragraph first.
เฉลย: 2 → 3 → 1 — ให้ไล่จาก “ปัญหา → วิธีแก้ → ผลลัพธ์” ตัวช่วยที่เร็วที่สุดคือคำเชื่อม ประโยค 3 ขึ้นต้นด้วย To solve this แปลว่าต้องมีปัญหามาก่อน และประโยค 1 ขึ้นด้วย As a result จึงต้องอยู่ท้ายสุด ข้อแบบนี้ฝึกไม่กี่ชุดก็จับทางได้ และเป็นแหล่งคะแนนที่คุ้มที่สุดของพาร์ตนี้
ตัวอย่าง Part II — ข้อมูลภาพ (1.25 คะแนน)
จากตารางในบทความ ร้านหนังสือแห่งหนึ่งรายงานยอดขายหนังสือภาษาอังกฤษว่า เดือนมกราคม 320 เล่ม กุมภาพันธ์ 410 เล่ม มีนาคม 405 เล่ม
Which statement is best supported by the table?
- Sales rose sharply in February and then remained at a similar level.
- Sales dropped steadily throughout the period.
- March was the weakest month of the three.
- Sales doubled between January and March.
เฉลย: ข้อ 1 — ก.พ. เพิ่มจาก 320 เป็น 410 คือขึ้นชัด ส่วน มี.ค. 405 เล่ม ลดลงแค่ 5 เล่ม ถือว่าทรงตัว ข้อ 2 ผิดเพราะไม่ได้ลดตลอด ข้อ 3 ผิดเพราะเดือนที่น้อยที่สุดคือ ม.ค. ข้อ 4 ผิดเพราะจาก 320 เป็น 405 ไม่ถึงสองเท่า ข้อแบบนี้คนพลาดเพราะรีบ ไม่ใช่เพราะอ่านไม่ออก
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากมีคนช่วยตรวจว่าเราคิดถูกทางไหม? คอร์สอังกฤษ TCAS + คอร์สตะลุยโจทย์ TGAT ENG & A-Level ENG มีเฉลยแบบอธิบายเหตุผลทุกตัวเลือก และมีทีมติวเตอร์ตอบคำถามให้
วางแผนเก็บคะแนนจากโครงสร้าง 20 / 40 / 20 ยังไง
เมื่อรู้แล้วว่าทุกข้อมีค่า 1.25 คะแนนเท่ากัน ลำดับการลงแรงที่คุ้มที่สุดคือ “เก็บของที่แน่นอนก่อน แล้วค่อยไปสู้ของที่ผันผวน”
- Part III (20 ข้อ / 25 คะแนน) ก่อน — text completion และ paragraph organization มีรูปแบบชัด ฝึกจับคำเชื่อมกับการอ้างถึง (reference words) ไม่กี่สัปดาห์ก็ขึ้น
- Part I (20 ข้อ / 25 คะแนน) ต่อ — เป็นสำนวนสนทนาที่วนซ้ำเป็นสถานการณ์ เช่น การขอตัว ขอร้อง เสนอความช่วยเหลือ ท่องเป็นชุดสถานการณ์ได้
- Part II (40 ข้อ / 50 คะแนน) ใช้เวลายาวที่สุด — ต้องฝึกทั้งความเร็วอ่านและการจับประเภทคำถาม จึงควรฝึกทุกวันแต่ครั้งละไม่นาน
รวมแล้ว Part I + Part III คือ 40 ข้อ = 50 คะแนน เท่ากับ Reading ทั้งพาร์ต ถ้าทำสองพาร์ตนี้ได้ 80% (32 ข้อ = 40 คะแนน) แล้วเก็บ Reading ครึ่งหนึ่ง (20 ข้อ = 25 คะแนน) คะแนนรวมจะอยู่ที่ 65 คะแนน ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นที่ไปต่อได้จริง
จุดที่คนส่วนใหญ่ติดคือ “รู้ว่าต้องเก็บตรงไหน แต่ไม่รู้ว่าจะฝึกยังไงให้ขึ้นจริงในเวลาที่เหลือ” ตรงนี้คือสิ่งที่ คอร์สอังกฤษ ม.ปลายของพี่หมอนิริน ออกแบบมาช่วย คือไล่ทีละพาร์ตพร้อมชุดซ้อมจับเวลา แล้วแปลงเป็นคะแนนจริงให้เห็นทุกครั้งว่าขยับไปกี่คะแนน
สำหรับคนที่ต้องสอบทั้งสองสนาม เทียบวิธีคิดคะแนนกับ TGAT ENG ข้อละกี่คะแนน ไว้ด้วย จะได้ไม่สับสนเวลาสลับชุดซ้อม เพราะสองสนามนี้ใช้ตัวคูณคนละตัว
ปฏิทินสอบ A-Level TCAS70 ที่ควรรู้คู่กับคะแนน
ตัวเลข 80 ข้อ 100 คะแนน จะมีความหมายก็ต่อเมื่อเอาไปตั้งเป็นแผนบนปฏิทินจริง สำหรับ DEK70 ช่วงเวลาที่ต้องจำคือ สมัครสอบ A-Level ช่วงกลางเดือนมกราคม 2570 และสอบ A-Level ช่วงกลางเดือนมีนาคม 2570 ส่วนวันและเวลาสอบรายวิชาให้ยึดประกาศบน mytcas.com เป็นหลัก เพราะปฏิทินมีการอัปเดตได้
เอาวันสอบมาลบย้อนหลัง แล้วแบ่งเป็นช่วง ๆ ตามเป้าคะแนน เช่น ถ้าตอนนี้ซ้อมได้ 48 ข้อ (60 คะแนน) และตั้งเป้า 70 คะแนน แปลว่าต้องเก็บเพิ่มอีก 8 ข้อ ซึ่งเป็นตัวเลขที่จับต้องได้กว่าการบอกตัวเองว่า “ต้องอ่านให้หนักขึ้น”
คำถามที่พบบ่อย
A-Level อังกฤษ มีกี่ข้อ
มีทั้งหมด 80 ข้อ เป็นข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก แบ่งเป็นทักษะการฟังและการพูด 20 ข้อ ทักษะการอ่าน 40 ข้อ และทักษะการเขียน 20 ข้อ ใช้เวลาสอบ 90 นาที
A-Level อังกฤษ ข้อละกี่คะแนน
ข้อละ 1.25 คะแนน เพราะคะแนนเต็ม 100 หารด้วย 80 ข้อ และทุกพาร์ตมีค่าต่อข้อเท่ากันหมด ไม่มีข้อไหนได้คะแนนมากกว่าข้ออื่น
A-Level อังกฤษ คิดคะแนนยังไง
เอาจำนวนข้อที่ตอบถูกคูณ 1.25 เช่น ถูก 64 ข้อ = 80.00 คะแนน หรือคิดกลับทางคือ 100 ลบด้วยจำนวนข้อที่พลาดคูณ 1.25 เช่น พลาด 8 ข้อ = 90 คะแนน
อยากได้ A-Level อังกฤษ 80 คะแนน ต้องทำถูกกี่ข้อ
ต้องตอบถูก 64 ข้อ จาก 80 ข้อ (80 ÷ 1.25 = 64) เท่ากับพลาดได้ไม่เกิน 16 ข้อ หรือคิดเป็นความแม่นประมาณ 80% ของข้อสอบทั้งฉบับ
พาร์ต Reading ได้คะแนนต่อข้อมากกว่าพาร์ตอื่นไหม
ไม่มากกว่า Reading มี 50 คะแนนเพราะมี 40 ข้อ เมื่อหารออกมาได้ 1.25 คะแนนต่อข้อ เท่ากับ Part I และ Part III ที่มี 20 ข้อ 25 คะแนนเหมือนกัน
ถ้าทำไม่ทัน ควรเดาหรือปล่อยว่าง
ข้อที่ปล่อยว่างได้ 0 คะแนนแน่นอน ส่วนข้อสอบมี 4 ตัวเลือก การเลือกคำตอบไว้จึงยังมีโอกาสได้ 1.25 คะแนน ควรกันเวลาท้ายชั่วโมงไว้ฝนให้ครบทุกข้อ
A-Level อังกฤษ กับ TGAT ENG คิดคะแนนเหมือนกันไหม
ไม่เหมือน A-Level อังกฤษ มี 80 ข้อ 100 คะแนน จึงข้อละ 1.25 คะแนน ส่วน TGAT ENG มี 60 ข้อ 100 คะแนน ตัวคูณต่อข้อจึงต่างกัน ต้องแปลงคะแนนคนละสูตร
คอร์สแนะนำจากพี่หมอนิริน
คอร์สอังกฤษ TCAS + คอร์สตะลุยโจทย์ TGAT ENG & A-Level ENG
- ✅ เนื้อหาครอบคลุมอังกฤษ ม.ปลายทั้งหมด ปูพื้นฐานจนถึงทำโจทย์ทุกรูปแบบ
- ✅ ตะลุยโจทย์ TGAT ENG และ A-Level ENG พร้อมหลักการ สูตรลัด และเทคนิค
- ✅ หนังสือ 6 เล่ม ส่งฟรีถึงบ้าน
- ✅ มีทีมติวเตอร์ช่วยตอบคำถามระหว่างเรียน
- ✅ เรียนได้ทั้งคอม มือถือ และแท็บเล็ต
ราคาพิเศษ
5,990 บาท
สมัครเรียนทาง LINE @englishnirin
แอดไลน์ @englishnirin แล้วพิมพ์ว่า “สนใจคอร์ส 5,990” ทีมงานจะส่งรายละเอียดและวิธีสมัครให้
ดูรีวิวคะแนนจากน้อง ๆ · ดูรายละเอียดคอร์สอังกฤษ ม.ปลายทั้งหมด

